Hypertext Transfer Protocol ซึ่งโปรโตคอลนี้ทำให้เซิร์ฟเวอร์ส่งข้อมูลมาให้บราวเซอร์ตามต้องการ และบราวเซอร์จะนำข้อมูลมาแสดงผลบนจอภาพได้อย่างถูกต้อง มาตรฐานและรูปแบบการรับส่งข้อมูลจึงต้องได้รับการกำหนดและเป็นที่ยอมรับระหว่างกัน
MIP - Simple Mail Transfer Protocol โปรแกรมนี้ใช้โปรโตคอลมาตรฐาน ชื่อ Sลักษณะการรับส่งในระดับ SMTP มีการกำหนดให้เครื่องใดเครื่องหนึ่งเชื่อมกับเครื่องอื่น ในฐานะที่เป็นตัวแลกเปลี่ยนจดหมายหรือที่เรียนว่า Mail Exchange ตัวแลกเปลี่ยนจดหมายจะตรวจสอบแอดเดรสของจดหมาย และนำส่งต่อ
ปัจจุบันมีโปรโตคอลในระดับประยุกต์ใช้งานมากมาย ผู้พัฒนาการประยุกต์จะกำหนดขึ้นมา และถ้ายอมรับและใช้กันอย่างกว้างขวางก็จะเป็นมาตรฐาน เช่น การโอนย้ายแฟ้มระหว่างกัน ใช้โปรโตคอบชื่อ FTP - File Transfer Protocol การโอนย้ายข่าวสารระหว่างกันก็ใช้โปรโตคอลชื่อ NNP - Network News Transfer Protocol ยิ่งในตอนหลังมีการประยุกต์ทางด้านมัลติมีเดียมากขึ้นจึงมีการกำหนดโปรโตคอล สำหรับการประยุกต์นั้น ๆ เช่น การส่งสัญญาณเสียงการส่งวีดีโอ การทำวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ การสร้างอนเทอร์เน็ตโฟน ฯลฯ
วันพฤหัสบดี, ธันวาคม ๑๓, ๒๕๕๐
อุปกรณ์บนเครือข่าย
1. ฮับ
• ใช้ใน Topology แบบ Star
• ทำให้โหนดต่างๆติดต่อสื่อสารกันได้ โดยใช้ Hub เป็นศูนย์กลาง
• ทุกโหนดถ้าต้องการส่งต้องผ่าน Hub
• Hub จะต้องมี Port ในการรับส่งข้อมูล
• Hub จะมีจำนวน Port หลายแบบ (8 16 24 Port)
• ทำงานอยู่ในระดับฟิสิคัลเลเยอร์ ( Physical Layer) ใน OSI Model
• ขยายสัญญาณให้เครือข่าย ให้ส่งข้อมูลได้ไกลมากขึ้น
2. บริดจ์
• ใช้เชื่อมวง LAN 2 วง เข้าด้วยกัน
• ทำให้เครือข่ายสามารถขยายวงออกไปได้เรื่อยๆ
• เป็นได้ทั้ง H/W และ S/W
• ทำงานที่ Data Link Layer
• ทำการกรองสัญญาณและส่งผ่านแพ็กเก็ตข้อมูลไปยังส่วนต่างๆ ของระบบเครือข่าย
• LAN แต่ละวงอาจมี Data Transmission ที่แตกต่างกันได้ เช่น Ethernet กับ Token-Ring
3. สวิตซ์
• สวิตซ์ หรือที่นิยมเรียกว่า อีเธอร์เนตสวิตซ์ (Ethernet Switch)
• จะเป็น บริดจ์แบบหลายช่องทาง (Multiport Bridge) ที่นิยมใช้ในระบบเครือข่าย LAN แบบ Ethernet เพื่อใช้เชื่อมต่อเครือข่ายหลายๆ เครือข่าย (Segment) เข้าด้วยกัน
• สวิตซ์จะช่วยลดการจราจรระหว่างเครือข่ายที่ไม่จำเป็น และเนื่องจากการเชื่อมต่อแต่ละช่องทางกระทำอยู่ภายในตัวสวิตซ์เอง ทำให้สามารถทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลในแต่ละเครือข่าย (Switching) ได้อย่างรวดเร็วกว่าการใช้บริดจ์จำนวนหลายๆ ตัวเชื่อมต่อกัน
4. เราเตอร์
• ทำงานอยู่ในระดับที่สูงกว่าบริดจ์
• ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายที่ใช้โปรโตคอลต่างกันได้
• และสามารถทำการกรอง (Filter) เลือกเฉพาะชนิดของข้อมูลที่ระบุไว้ว่าให้ผ่านไปได้ทำให้ช่วยลดปัญหาการจราจรที่คับคั่งของข้อมูล และเพิ่มระดับความปลอดภัยของเครือข่าย
5.เกทเวย์
• มีหน้าที่ในการเชื่อมต่อและแปลงข้อมูลระหว่าง เครือข่ายที่แตกต่างกันทั้งในส่วนของโปรโตคอล และสถาปัตยกรรมเครือข่าย
• เช่น เชื่อมต่อและแปลงข้อมูลระหว่างระบบเครือข่าย LAN และระบบ Mainframe หรือเชื่อมระหว่างเครือข่าย SNA ของ IBM กับ DECNet ของ DEC
• ใช้ใน Topology แบบ Star
• ทำให้โหนดต่างๆติดต่อสื่อสารกันได้ โดยใช้ Hub เป็นศูนย์กลาง
• ทุกโหนดถ้าต้องการส่งต้องผ่าน Hub
• Hub จะต้องมี Port ในการรับส่งข้อมูล
• Hub จะมีจำนวน Port หลายแบบ (8 16 24 Port)
• ทำงานอยู่ในระดับฟิสิคัลเลเยอร์ ( Physical Layer) ใน OSI Model
• ขยายสัญญาณให้เครือข่าย ให้ส่งข้อมูลได้ไกลมากขึ้น
2. บริดจ์
• ใช้เชื่อมวง LAN 2 วง เข้าด้วยกัน
• ทำให้เครือข่ายสามารถขยายวงออกไปได้เรื่อยๆ
• เป็นได้ทั้ง H/W และ S/W
• ทำงานที่ Data Link Layer
• ทำการกรองสัญญาณและส่งผ่านแพ็กเก็ตข้อมูลไปยังส่วนต่างๆ ของระบบเครือข่าย
• LAN แต่ละวงอาจมี Data Transmission ที่แตกต่างกันได้ เช่น Ethernet กับ Token-Ring
3. สวิตซ์
• สวิตซ์ หรือที่นิยมเรียกว่า อีเธอร์เนตสวิตซ์ (Ethernet Switch)
• จะเป็น บริดจ์แบบหลายช่องทาง (Multiport Bridge) ที่นิยมใช้ในระบบเครือข่าย LAN แบบ Ethernet เพื่อใช้เชื่อมต่อเครือข่ายหลายๆ เครือข่าย (Segment) เข้าด้วยกัน
• สวิตซ์จะช่วยลดการจราจรระหว่างเครือข่ายที่ไม่จำเป็น และเนื่องจากการเชื่อมต่อแต่ละช่องทางกระทำอยู่ภายในตัวสวิตซ์เอง ทำให้สามารถทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลในแต่ละเครือข่าย (Switching) ได้อย่างรวดเร็วกว่าการใช้บริดจ์จำนวนหลายๆ ตัวเชื่อมต่อกัน
4. เราเตอร์
• ทำงานอยู่ในระดับที่สูงกว่าบริดจ์
• ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายที่ใช้โปรโตคอลต่างกันได้
• และสามารถทำการกรอง (Filter) เลือกเฉพาะชนิดของข้อมูลที่ระบุไว้ว่าให้ผ่านไปได้ทำให้ช่วยลดปัญหาการจราจรที่คับคั่งของข้อมูล และเพิ่มระดับความปลอดภัยของเครือข่าย
5.เกทเวย์
• มีหน้าที่ในการเชื่อมต่อและแปลงข้อมูลระหว่าง เครือข่ายที่แตกต่างกันทั้งในส่วนของโปรโตคอล และสถาปัตยกรรมเครือข่าย
• เช่น เชื่อมต่อและแปลงข้อมูลระหว่างระบบเครือข่าย LAN และระบบ Mainframe หรือเชื่อมระหว่างเครือข่าย SNA ของ IBM กับ DECNet ของ DEC
วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน ๒๒, ๒๕๕๐
ข้อเสียของ Internet
ข้อเสียของ Internet
ข้อเสียที่เห็นได้ง่ายที่สุดคือสิ้นเปลืองเวลา ยกตัวอย่างเช่น การใช้ WWW ที่ผู้ใช้เพียงแต่เลื่อนเมาส์ไปยังตำแหน่งหรือจุดเชื่อม (links) ต่างๆ ที่ต้องการและคลิก (click) ไปเรื่อยๆ ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้สิ้นเปลืองเวลาได้หลายชั่วโมง
ข้อเสียอีกประการหนึ่งมาจากสาเหตุที่ Internet เป็นเครือข่ายที่ใหญ่มหึมา มีบุคคลทุกเพศทุกวัยที่ใช้งาน ข้อมูลที่สามารถใช้ได้กับบุคคลวัยหนึ่ง อาจไม่เหมาะสมกับบุคคลอีกวัยหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก
ข้อเสียที่เห็นได้ง่ายที่สุดคือสิ้นเปลืองเวลา ยกตัวอย่างเช่น การใช้ WWW ที่ผู้ใช้เพียงแต่เลื่อนเมาส์ไปยังตำแหน่งหรือจุดเชื่อม (links) ต่างๆ ที่ต้องการและคลิก (click) ไปเรื่อยๆ ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้สิ้นเปลืองเวลาได้หลายชั่วโมง
ข้อเสียอีกประการหนึ่งมาจากสาเหตุที่ Internet เป็นเครือข่ายที่ใหญ่มหึมา มีบุคคลทุกเพศทุกวัยที่ใช้งาน ข้อมูลที่สามารถใช้ได้กับบุคคลวัยหนึ่ง อาจไม่เหมาะสมกับบุคคลอีกวัยหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)